2006/Oct/06

สวัสดีค่าทุกๆท่าน^O^ ข้าน้อยเป็นน้องใหม่เพิ่งสมัครเป็นสมาชิก เพื่อเป็นการแนะนำตัว วันนี้ข้าน้อยจะนำเรื่องราวของตำนานสงครามแร็คนาร็อกมาฝากเจ้าค่า เอาไปทีละสามบทแล้วกันเจ้าค่ะ มันยาว - -*

แร็คนาร็อกเป็นชื่อของสงครามที่ปัจจุบันนำมาสร้างเป็นเกมที่รู้จักกันดี เกมRaknarokซึ่งทุกคนคงเคยได้ยินชื่อ ผู้ที่เป็นต้นตำนานเรื่องราวก็คือชาวไวกิ้งเจ้าค่ะพวกเขาเป็นชนผ่าเร่ร่อนเชื้อสายเยอรมันรักการต่อสู้ ตำนานของพวกเขามีทั้งเทพเจ้าซิ่งมีความตายเป็นที่ยุติ(หมายถึงตายได้) วีรบุรุษ คนทรยศ แม่มด คนแคระ ของและอาวุธวิเศษมากมาย อย่าแปลกใจถ้าอ่านไปแล้วนึกถึงเรื่องเดอะลอร์ดออฟเดอะริง เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ข้าน้อยจะเข้าเรื่องเลยนะเจ้าคะ(ที่เขียนมาก็ไม่ได้นอกเรื่องนะ - - )

ข้าน้อยจะเอามาลงเป็นตอนนะเจ้าคะ

ตอนที่1 กำเนิดโลก

ความเชื่อชาวเหนือมีตำนานการเกิดโลกเช่นเดียวกับคนเผ่าอื่นนั่นละค่ะ แต่อาศัยที่พวกเขาอยู่ในภูมิประเทศซึ่งเป็นน้ำแข็งแทบจะตลอดเวลา เรื่องของเทพจึงเกี่ยวพันกับน้ำแข็งค่อนข้างมาก และที่แตกต่างกว่าเทพในความเชื่ออื่นๆ ก็ตรงที่ เทพชาวเหนือเป็นเผ่าพันธ์ครึ่งยักษ์ครึ่งเทพ มีความตายเป็นที่สุด (ก็คือตายได้นั่นเอง ไม่เหมือนเทพเมืองอื่นที่เป็นอมตะ)


สำหรับชาวเหนือ วิธีที่จะตายอย่างมีเกียรติ คือตายในที่รบขณะยังมีวัยหนุ่ม เพราะเหตุที่เชื่อว่าจะทำให้ได้รับคัดเลือกไปอยู่ในวัลฮัลลา(Valhala) สวรรค์แห่งนักรบ ซึ่งวิญญาณของพวกเขาจะได้ต่อตีกันอย่างสนุกสนาน(ตื่นเช้าขึ้นมาก็ออกไปเที่ยวฝึกการต่อสู้ ฝึกดาบ หากพลาดพลั้งตาย ก็จะฟื้นขึ้นใหม่ตอนเย็น ได้เวลากินพอดี) และรับการเลี้ยงชนิดไม่มีหมดไม่มีอั้นจนกว่าจะถึงเวลา แร็คนาร็อก เวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง (อันนี้รวมทั้งพวกเทพด้วย) ฉะนั้นการตายแบบแก่ชรา โรคภัยไข้เจ็บถามหา นับเป็นเรื่องน่าอันอายสิ้นดี


ด้วยความที่ศาสนาบอกไว้ว่า ไม่มีอะไรคงทนถาวรกระทั่งเทพเจ้า ชาวเหนือโบราณจึงคิดเสมอ การต่อสู้รบราด้วยความรุนแรงจนกระทั่งตายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความชั่วร้ายทั้งหลาย เพราะในช่วงเริ่มแรกของอารยธรรม พวกเขาต้องอยู่ในแผ่นดินที่มีแต่ความเย็นเฉียบ ไม่มีความสบาย แสงอาทิตย์จะปรากฏให้เห็นเพียงแค่ช่วงสั้นๆ ในปีหนึ่ง ปีหนึ่ง ชาวเหนือเปรียบเทียบความมืดและความสว่างกับความชั่วและความดี สรรพสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในธรรมชาติของเงามืดและธรรมชาติของความสว่างจึงเป็นของกันและกัน ช่วยไม่ได้เลยครับที่สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเป็นที่ของจินตนาการ เกิดเป็นยักษ์ เป็นพญางู พญาหมาป่า ผูกเป็นเรื่องราวที่จะได้อ่านกันต่อไปนี้ละเจ้าค่ะ

เมื่อแรกเริ่ม จักรวาลก็คือสภาวะหมุนคว้าง มืดและสับสน และแล้วจู่ๆ ความสับสนนั่นก็ค่อยๆ แตกแยกออก เกิดห้วงว่างขึ้นตรงกลาง เป็นห้วงที่ความลึกหยั่งไม่ได้ ภายในห้วงนี้อุณหภูมิเริ่มต่ำลงขนาดที่จะแช่คนให้แข็งได้ในฉับพลัน ห้วงที่ว่าชาวเหนือเรียกกินนันกาแก็บ -Ginnungagapทิศเหนือของกินนันกาแก็บ เป็นอาณาเขตของ นิฟล์เฮม-Niflheim โลกแห่งความมืดมัวนิรันดร์ น้ำพุ เวอร์เกลเมอร์-Hvergelmir แฝงตัวอยู่ที่นี่ และน้ำจากน้ำพุก็เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำ 11 สาย ซึ่งก็ไหลไปไหนไม่พ้นนอกจากจะไปสู่ห้วงกินนันกาแก็บ เมื่อเจอเข้ากับความเย็นที่นี่ น้ำในแม่น้ำก็ค่อยๆ แข็งตัวแผ่ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ มันค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปในห้วงว่างจนเต็ม


ทางใต้ของกินนันกาแก็บ คือมัสเปลส์เฮม-Muspelsheim แผ่นดินแห่งไฟ ซึ่งมีความร้อนอยู่ตลอดเวลา (อันนี้ตรงข้ามกับนิฟล์เฮมอย่างกับหน้ามือเป็นหลังมือเลยล่ะ) เป็นที่อยู่อาศัยของเซิร์ท-Surtr ยักษ์แห่งไฟ ผู้ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างแรก ที่มีบทบาทตั้งแต่การสร้างโลกจนกระทั่งล้างโลกในวาระสุดท้าย (ก็ตอนแร็คนาร็อกนั่นแหละค่ะ) หน้าที่ของยักษ์ตนนี้คือเฝ้ามัสเปลส์เฮมเอาไว้ ไม่ยอมให้ใครเข้า แต่เพราะความที่ตอนนั้นก็ไม่มีใครอยู่แล้ว ยักษ์เซิร์ทจึงเบื่อเอามากๆ มันไม่นรู้จะทำอะไรนอกจาก ตีดาบ ทำของ และส่งประกายไฟลอยเข้าไปในกินนันกาแก็บเล่นไปวันๆ

ความร้อนที่มาจากประกายไฟน นานเข้า บ่อยเข้า มันก็ทำให้น้ำแข็งในห้วงละลายกลายเป็นไอ ไอลอยขึ้นกระทบอากาศเย็นกลายเป็นน้ำค้างแข็งร่วงลงมากองอยู่กับพื้น นับเดือนนับปีน้ำค้างเหล่าก็รวมตัวกันจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมาสองอย่าง อย่างหนึ่งคือยักษ์ตนแรก อีเมอร์-Ymir กับวัวออดฮัมลาAudhumlaเมื่อเกิดแล้ว ทั้งอีเมอร์และออดฮัมลา ก็หิวละซิครับ อีเมอร์ หันไปหันมาเจอกับเต้านมอันเต่งของวัวก็ตรงเข้าดูดนมวัวเป็นการใหญ่ แต่วัวออดฮัมลาโชคร้ายหน่อย หล่อนไม่มีอะไรจะกิน นอกจากน้ำแข็งข้างหน้า ก็เลยเลียน้ำแข็งกินไปพลางๆ ปรากฏว่าน้ำลายอุ่นๆ ของวัวที่เลียน้ำแข็ง ก็ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตอีกหนึ่งจากก้อนน้ำแข็งที่มันเลีย นั่นคือเทพบูรี-Buri ผมของเขาโผล่ขึ้นมาก่อน จากนั้นก็เป็นหัว เป็นตัว เป็นชีวิตของชายอีกคนหนึ่ง คนนี้ละค่ะนับเป็นปู่ของเทพทั้งหมดทีเดียว


แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ดูเหมือนว่าอีเมอร์จะไม่สนใจนอกจากทำให้ตัวเองอิ่มไว้ก่อน นี่เป็นความต้องการแรกของมนุษย์ตั้งแต่เกิดมา อีเมอร์ใช้เวลาไม่นานนักเขาก็อิ่ม แต่ดูจะอิ่มมากไปหน่อย เลยง่วง เขาก็ลงนอนบนพื้นน้ำแข็งแล้งหลับสนิทไปโดยพลัน ประกายไฟจากดาบของยักษ์เซิร์ทลอยละล่องเข้ามาตกอยู่ข้างตัวเรื่อยๆ มันสร้างความอบอุ่นทำให้เขาหลับนานขึ้นและเหงื่อออก แต่ว่าเหงื่อของยักษ์ตัวแรกนี่ประหลาดจริงๆนะเจ้าคะ เพราะมันทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นนะ ตัวแรกที่เกิดจากหยาดเหงื่อของอีเมอร์ เป็นยักษ์หกหัวที่แสนจะน่าเกลียด ธรุดเกลเมอร์ Thrudgelmir (ตนนี้เป็นปู่ของยักษ์น้ำค้างแข็งตัวอื่นๆ ต่อไปอีก พวกนี้นับเป็นศัตรูตลอดกาลของพวกเทพเชียวนะ) ส่วนเหงื่อจากใต้จั๊กกะแร้ข้างซ้ายกลายเป็นยักษ์ชายและหญิงคู่หนึ่งถึงแม้จะมีตนละหัวเดียว แต่ก็น่าเกลียดพอๆ กับเจ้าหกหัวตัวแรก ขนาดที่ไม่มีใครอยากจำชื่อด้วยซ้ำ


กลับมาที่บูรี ต้นกำเนิดเผ่าพันธ์คนนี้มีลักษณะเดียวกับอีเมอร์ตรงที่จู่ๆ เมื่อเกิดขึ้นเองแล้วก็สามารถให้กำเนิดลูกได้เลย ลูกของเขามีชื่อว่า บอร์-Bor บอร์แต่งงานกับเบสล่า-Bestla ยักษีลูกสาวคนหนึ่งของอีเมอร์ ได้ผลพวงจากการแต่งงานเป็นเทพสำคัญสามองค์ โอดิน-Odin วิลี-Vili และวี-Ve สามคนนี่ละค่ะเป็นต้นวงศ์ของเทพอีเซอร์Aesir ผู้ครองสวรรค์ละ

คราวนี้พอเห็นเทพเกิดขึ้นเท่านั้นละค่ะ ธรุดเกลเมอร์ กับลูกชายชื่อ เบอร์เกลเมอร์-Bergelmir (คนนี้เกิดจากยักษ์ธรุดเกลเมอร์ด้วยการกระโดดออกมาจากร่างของพ่อ แบบเดียวกับที่เทพบอร์กระโดดออกมาจากร่างบูรี) ก็ชักจะตกใจกลัวเทพขึ้นมาตะหงิดๆ ทั้งสองก็เลยช่วยกันรวบรวมพี่น้องๆ ที่เกิดขึ้นจากอีเมอร์ไว้เป็นกำลังฝ่ายตัว


ความกลัวเทพอาจจะมาจากคุณสมบัติที่ยักษ์ไม่มีนะเจ้าคะ เช่นว่า ทั้งสามนั่นแข็งแรงเหลือเชื่อ แผลบาดเจ็บอะไรต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็หายเองได้อย่างรวดเร็ว ต่างจากพวกยักษ์ซึ่งมีจะมีมากและมีเสริมขึ้นเรื่อยๆ แต่ความแข็งแรงและแข็งแกร่งกลับสู้เทพทั้งสามไม่ได้เลย สงครามระหว่างลูกๆ ของธรุดเกลเมอร์และลูกๆ ของบอร์ เกิดขึ้นเป็นเวลานานนับพันๆ ปีในห้วงกินนันกาแก็บ โดยที่ไม่มีฝ่ายใดชนะเด็ดขาด หรือฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำ


ในที่สุด พวกเทพจึงคิดจะต้องยุติการที่อีเมอร์จะให้กำเนิดอะไรต่อมิอะไรที่ไม่พึงปรารถนาอีกต่อไป ด้วยการฆ่าอีเมอร์ทิ้งเลือดของยักษ์ตนแรกไหลออกมาจากร่างกายมากมายจนกลายเป็นแม่น้ำเลือดขนาดใหญ่ ท่วมเข้าไปในห้วงว่างกินนันกาแก็บที่เหลืออยู่จนเต็ม ทายาทยักษ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในตอนแรก ต่างจมน้ำในแม่น้ำเลือดนี้ตายเกลี้ยง ยกเว้นลูกชายคนหนึ่งคือเบอร์เกลเมอร์ สามารถหนีไปกับเมียของเขา ไปขึ้นฝั่งทางใต้ และได้ตั้งอาณาจักรของยักษ์เรียกว่า โจตันเฮล์ม-Jotunheim ลูกหลานของพวกเขาได้รับการสั่งสอนให้เกลียดเทพเข้ากระดูกดำมาตั้งแต่เกิด (มันก็สมควรอยู่หรอก ดูทำเข้าสิ)


ในบทที่แล้วข้าน้อยได้เล่าเรื่องของวงษ์ อีเซอร์เอาไว้มากทีเดียวค่ะ ทว่าชาวเหนือไม่ได้มีเทพวงศ์อีเซอร์แค่วงศ์เดียว ยังครับ ยังมีอีกวงศ์หนึ่งเรียกว่า วาเนอร์ (Vanir) เทพทั้งสองวงศ์ต่างกันตรงที่วงศ์แรกเป็นเทพหลัก มีบทบาทมากหน่อยนั่นแหละ ส่วนวงศ์หลังเป็นเทพประจำธรรมชาติ ลมฟ้าอากาศหรือท้องทะเล ถึงจะเก่ากว่า มีอายุมากกว่า แต่ก็ไม่ค่อยเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิเลสมากนัก ท่านก็อยู่ของท่านตามปกติในอาณาเขตวานาเฮม-Vanaheim ไกลออกไปจากแอสการ์ด


จนกระทั่งเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิด ก็เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ทั้งสองวงศ์ต้องรบกัน
ตัวต้นเหตุนั้นก็คือนางแม่มดขมังเวทย์ชื่อ กัลเวก-Gullveig นางแม่มดคนนี้ชอบขึ้นไปเที่ยวที่แอสการ์ด อาจเป็นเพราะนางเป็นคนมีเวทย์มนต์พอๆกับเทพ บรรดาสมาชิกแอสการ์ดทั้งหลายเลยไม่ค่อยอยากยุ่งกับนางเท่าไหร่ คงปล่อยให้เจ้าหล่อนเดินเพ่นพ่าน และพล่ามขอทองคำ แร่อัญมณีที่นางชอบเหลือหลายไปตามประสา เรื่องที่กัลเวกพูดเพ้อเจ้อนี้เป็นเรื่องความโลภที่ชาวแอสการ์ดขยะแขยงสิ้นดี ต่างคนต่างเดินหนี แต่การหนีๆ ไปนานวันเข้าความอดทนก็ขาดผึงวันที่เกิดเรื่องนางกัลเวกก็พูดถึงความอยากได้ทองของนางอีก คราวนี้เป็นความอยากชนิดเข้าขั้นวิกฤต เทพทั้งห้องชุมนุมต่างพร้อมใจกันลุกขึ้น แล้วรุมทำร้ายนางแม่มดจนตายเอาศพโยนขึ้นไปบนกองไฟที่ก่อขึ้นกลางห้องโถงแกลดเฮมนั่นเอง


แต่พลังเวทย์ของกัลเวกมีมากเกินกว่าที่เทพจะนึกออก ปรากฏว่าร่างนางแม่มดที่มอดไหม้ไปแล้ว กลับก่อร่างใหม่ขึ้นก้าวลงมาหาบรรดาเทพ นางเยาะเย้ยถากถางเทพก็อดรนทนไม่ไหว ฆ่านางแล้วเอาศพโยนขึ้นบนกองไฟ เป็นเช่นนี้วนไปวนมาถึงสามครั้ง หนสุดท้ายเมื่อรู้ว่าทำอะไรนางแม่มดไม่ได้ พวกเทพเลยเลิกยุ่งกับนางโดยเด็ดขาดแต่เริ่มเรียกนางว่า เฮด-Heid ผู้ลุกโชน เฮด กลายเป็นเทพีแห่งมนต์ดำของปีศาจ แพร่ความน่าขยะแขยงไปทั่วจักรวาล


การกระทำของเทพอีเซอร์ต่อนางแม่มดกัลเวกรู้ไปถึงหูเทพวงศ์วาเนอร์ สิ่งที่ทำให้เทพพวกนี้ทนไม่ไหว คือการที่อีเซอร์มีส่วนสร้างเทพีแห่งความดำมืดตนใหม่ขึ้นจนเป็นที่เดือดร้อนของคนทั่วไป พวกวาเนอร์ขุ่นเคืองถึงขั้นประกาศสงครามกันทีเดียวและแล้วสงครามระหว่างเทพทั้งสองวงศ์ก็เริ่มขึ้น เป็นสงครามที่กินเวลาเนิ่นนานแทบไม่จบสิ้น แม้เทพอีเซอร์จะหาทางทุบกำแพงอาณาจักรวานาเฮมของวาเนอร์ลงได้ แต่พวกวาเนอร์ก็สามารถร่ายมนต์พังกำแพงแอสการ์ดได้เช่นกัน เมื่อต่างคนต่างไม่มีใครได้เปรียบ หรือเสียเปรียบซึ่งกันและกันต่างคนต่างก็ตระหนักว่า งานนี้ไม่มีใครเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริงต่างฝ่ายจึงตกลงกันว่าน่าจะการเซ็นสัญญาสงบศึกกันได้แล้ว


ในที่สุดก็มีการตกลงกันว่า ทั้งเทพอีเซอร์และเทพวาเนอร์น่าจะอยู่ในความสงบสันติกันได้แล้ว แต่เพื่อให้เกิดความมั่นคงแน่นอนในข้อสัญญาดังกล่าว จึงต้องมีการแลกตัวเทพกันหน่อย โดยจะให้เทพที่มีความสำคัญของแต่ละข้างไปอยู่ในที่ของอีกฝ่าย พวกอีเซอร์ส่งวิลีและไมเมอร์ไปอยู่ที่วานาเฮม วิลีเป็นเทพที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นผู้ที่เกิดมาเป็นผู้นำ มีความแข็งแกร่งทั้งในด้านความคิดและการกระทำ ส่วนไมเมอร์อารักษ์บ่อน้ำแห่งปัญญาก็เป็นสัญญลักษณ์ของความฉลาดเช่นเดียวกับบ่อน้ำที่เขาทำหน้าที่รักษาอยู่
(เรื่องต่อมาของไมเมอร์ค่อนข้างน่าสงสารคะท่านผู้อ่าน จะด้วยความเข้าใจผิดของเทพวาเนอร์ว่าโดนหลอกเอาไมเมอร์เทพที่ไม่มีความสำคัญมาให้หรืออย่างไรก็ไม่รู้ค่ะ แต่ปรากฏว่า เทพวาเนอร์โกรธกันมากถึงขนาดตัดหัวไมเมอร์ส่งกลับคืนมาที่แอสการ์ด ทำให้โอดินเสียใจมาก เขาถึงขนาดหาสมุนไพรมาทารอยถูกตัดและตลอดทั้งหัวเพื่อไม่ให้เน่า ร่ายมนต์คืนความสามารถในการพูดให้แก่หัวไมเมอร์ แล้วนำไปวางไว้ที่บ่อน้ำใต้รากต้นไม้แห่งจักรวาลซึ่งเคยรักษามาแต่เดิม เพื่อความรู้ของไมเมอร์ไม่สูญหาย ใครมาถามอะไร หัวไมเมอร์ก็ยังตอบปัญหาได้ เหมือนผีหัวขาดเลยว่าไหม๊)


ข้างฝ่ายวาเนอร์ก็ส่ง นจอร์ดเทพแห่งฤดูร้อนกับลูกทั้งสอง คือเฟรย์-Frey เทพแห่งแสงอาทิตย์ฉายและฤดูใบไม้ผลิ กับเฟรยา -Freya น้องสาวของเฟรย์ องค์นี้เป็นเทพแห่งความงามและความรัก (ตอนหลังกลายเป็นราชินีแห่งวัลคีรี ทูตสตรีผู้เลือกสรรวิญญาณนักรบ) แล้วยังมีที่แถมมาอีกหนึ่งคือควาเซอร์-Kvasir องค์นี้เป็นเทพแถมค่ะท่านผู้อ่าน เพราะว่าไม่ได้เป็นเทพวงศ์ใดโดยเฉพาะ เป็นเทพกลาง เกิดจากน้ำลายของเทพทั้งฝ่ายถ่มใส่โถ เป็นเครื่องหมายการยุติศึกทั้งสองฝ่าย ผสมผเสกลายเป็นควาเซอร์

หลังสงครามระหว่างเทพด้วยกันเสร็จสิ้นลง ต่างฝ่ายต่างต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมสถานที่ของตนกันเป็นพัลวันซึ่งก็ใช้เวลาไม่น้อยทีเดียวค่ะ พวกวาเนอร์ดูเหมือนจะไม่ค่อยเดือดเนื้อร้อนใจเท่าไหร่ ต่างจากพวกแอสการ์ดที่กลัวมากว่า กำแพงอันพังทลายของพวกเขานี่ละจะเป็นช่องทางให้ยักษ์น้ำแข็งเข้ามาโจมตีอย่างง่ายดาย การซ่อมกำแพงจึงดำเนินไปอย่างเร่งร้อน ถึงกระนั้นมันก็ยังเป็นงานโหดหินสำหรับเทพอยู่ดี


วันหนึ่ง เฮมดาล เทพสังเกตการณ์ของแอสการ์ดได้เข้ามาบอกโอดินว่า มียักษ์แปลกหน้าตนหนึ่งจะขอพบเทพอีเซอร์ ถึงแม้จะฉงนใจบ้าง แต่โอดินก็ยอมตามแขกแปลกหน้าขอ เรียกประชุมทวยเทพในห้องแกลดเฮมทันที


แขกแปลกหน้าของเฮมดาล เดินอาดๆ เข้ามาในห้อง แล้วประกาศว่าเขาอาสาจะก่อกำแพงแอสการ์ดเองคนเดียว โดยมีข้อแลกเปลี่ยนที่ชาวแอสการ์ดให้เขาได้ เทพต่างคนต่างมองหน้ากันและต่างคนต่างรู้สึกว่าค่าจ้างที่ช่างก่อหินเสนอจะต้องแพงแสนแพงแน่ๆ การเสนอที่ก่อกำแพงหินคนเดียวในเวลา 18 เดือนเป็นงานที่เกินกว่าคำว่าสำเร็จไปไกล หากทำได้เจ้าคนแปลกหน้าคนนี้ต้องเป็นคนที่พิเศษอย่างยิ่ง และก็เป็นจริงตามที่เทพคิด เมื่อช่างก่อหินคนนั้นขอกำแพงกับเทพีเฟรยา เทพีแห่งความรัก และขอครอบครองดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์


ทวยเทพได้ยินข้อแลกเปลี่ยนดังกล่าวก็แทบจะถีบเจ้าคนแปลกหน้าออกจากสวรรค์ไปในนาทีนั้นละค่ะ ค่าที่มันเปรียบเทียบราคากันไม่ได้เลย แต่โลกิ โลกิ สีสันอันฉ้อฉลแห่งสวรรค์คนนั้นละที่ยับยั้งเอาไว้ แล้วว่าควรไตร่ตรองข้อเสนอให้รอบคอบเสียก่อน ช่างแปลกหน้าถูกเชิญออกจากห้องเพื่อให้เทพคุยกันอย่างเปิดอก เปรียบเทียบผลได้ผลเสีย
ก็โลกิอีกนั่นแหละครับที่กระซิบกระซาบบรรดาเทพว่าเขามีแผน ก็คือให้ต่อรองเวลาเหลือหกเดือน เวลาสั้นมากซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่งานจะเสร็จ โลกิว่าเมื่อถึงหกเดือน กำแพงจะเสร็จประมาณครึ่งเดียวเท่านั้น เทพไม่ต้องจ่ายอะไรเป็นค่าจ้าง ส่วนงานที่เหลือเทพทำต่อได้ แผนของโลกิทำเอาเทพอึกอักไปตามๆกัน ดูมันไม่ค่อยใช่วิธีของเทพเขาทำกันเท่าไหร่ แต่เอาละ เมื่อเจ้าคนไม่เจียมตัวอาจหาญขอเทพีไปเป็นเมีย ก็ต้องลิ้มรสความผิดหวังดูเสียบ้างเป็นไร คิดได้ดังนั้น เทพก็เรียกช่างเข้ามา แล้วต่อรองเวลา


น่าประหลาดใจที่เขาตกลงทันที แต่มีเงื่อนไขขอใช้ม้าสวาดิฟารี-Svadifari โอดินปฏิเสธ โลกิอีกนั่นแหละค่ะที่กล่อมให้จอมเทพยอมความ ช่างก่อหินแปลกหน้าจึงได้ม้าวิเศษไว้ใช้
ช่างก่อหินเริ่มงานในเช้าวันรุ่งขึ้นทันที ทว่าสิ่งที่ทำให้ทวยเทพแปลกใจมากกว่านั้นก็คือกำลังของม้าสวาดิฟารี ซึ่งมีมากเกินกว่าที่ใครจะนึกออก ไม่ว่าช่างก่อหินจะเทียมหินมากกมายขนาดไหนให้มันลาก มันก็สามารถลากมาได้ ข้างฝ่ายช่างก่อหินก็เร็วพอกันไม่ว่าหินที่ม้าลากมาได้จะต่อเนื่องรวดเร็วปานไหน เขาก็สามารถใช้สิ่วสลักให้เข้ารูปแล้วผลักเข้าไปตามแนวกำแพงที่พังลงได้ทันกัน งานที่เทพคิดว่ายังไงก็ไม่เสร็จพอจวนเจียนจะครบหกเดือน มันก็เหลือแค่ช่วงประตูเท่านั้น ถึงตาเทพเป็นทุกข์แล้วละครับ ต่างคนต่างร้อนๆ หนาวๆ จนไม่เป็นอันทำอะไรโดยเฉพาะอย่างยิ่งเฟรยา เทพีที่ถูกกำหนดให้เป็นรางวัลนั่นแหละ เหตุการณ์คงปล่อยไว้ช้าไม่ได้โอดินจึงต้องเรียกประชุมเทพเป็นการด่วนอีก
มติในที่ประชุมเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า เมื่อแผนของโลกิทำให้พวกเขาต้องตกอยู่ในห้วงหายนะ โลกิก็เป็นคนที่จะต้องแก้ไขเรื่องนี้โดยตรง ดวงตาของเทพทุกดวงจ้องเขม็งมาที่โลกิ แต่เขากลับไม่สะดุ้งสะเทือน เพียงแค่นิ่งเงียบไปอึดใจเดียวเขาก็คิดแผนแก้ลำออก


คืนนั้นโลกิแปลงกายเป็นม้าสาว ไปยืนอ้อยอิ่งอ่อยอยู่แถวหน้าคอกม้าสวาดิฟารี เจ้าม้าหนุ่มเห็นสาวมายืนรอท่าแถมยังส่งเสียงร้องแนวเชิญชวน มันลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าภาระหน้าที่หรือนายวิ่งแหกคอกไปหานางม้าแปลงแล้วทั้งคู่ก็หายไปในแนวป่าตั้งแต่นั้น
ช่างก่อหินแปลกหน้าตื่นขึ้นมาพบกับความว่างเปล่า ม้าวิเศษหายไป เขาต้องทำงานต่อด้วยกำลังของเขาเอง แต่การที่จะต้องขนหินเองและต้องใช้แรงสลักให้เข้ารูปเอง ทำให้ไม่สามารถจัดการกำแพงเสร็จตามเวลากำหนด ช่างก่อหินนึกออกว่าเทพคงเล่นตลกเข้าให้แล้ว เขาแล่นเข้าไปในท้องพระโรง แกลดสเฮม ทันที จะด้วยความโกรธที่ความหวังจะได้เทพีเฟรยาเป็นอันต้องล่มหรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะ แต่เสียงของเขาที่ต่อว่าต่อขานเทพเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งความโกรธทวีมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ไม่สามารถควบคุมร่างแปลงของตนให้เหมือนเดิม ในที่สุดความก็แตก ช่างก่อหินแปลกหน้าที่แท้คือยักษ์หินที่ชาวสวรรค์ไม่ชอบขี้หน้า โอดินเรียกธอร์ผู้เป็นลูก และเป็นเทพแห่งสายฟ้าเข้ามา เทพองค์หลังจัดการกับยักษ์หินด้วยการใช้ค้อน มจอร์ลเนอร์-Mjorlnir ทุบแค่ครั้งเดียว


และแล้ววันเวลาก็ผ่านไปนับเดือน เทพอีเซอร์ช่วยกันสร้างกำแพงที่เหลือค้างจนเสร็จ แต่ตั้งแต่ม้าสวาดิฟารีหายไป จนยักษ์หินตาย กระทั่งกำแพงเสร็จ กลับไม่มีใครได้ข่าวโลกิไม่รู้ว่าเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร


กระทั่งวันหนึ่งข่าวที่เทพรอคอยก็มาถึง โลกิเดินโผเผขึ้นมาตามสะพานรุ้งน้ำแข็งจูงลูกม้าแปดขาตัวหนึ่งมาด้วย ท่ามกลางความสงสัยของเทพโลกิเล่าว่า เขาแปลงเป็นม้าตัวเมียไปหลอกล่อสวาดิฟารีจนมันตามไป แต่ด้วยความดุและเร็วของมันเขาไม่สามารถหนีการผสมพันธุ์ของม้าวิเศษพ้น ม้าแปลงโลกิจำเป็นต้องยอมและเพื่อหลอกล่อให้สวาดิฟารีอยู่กับตนนานที่สุด สิ่งที่ตามมาก็คือเขาซึ่งอยู่ในร่างม้าแปลงเกิดตั้งท้องเพราะการผสมครั้งนี้ ผลพวงก็คือเจ้าม้าแปดขาตัวที่เห็น


ท้องพระโรงเงียบกริบ ทั้งขำทั้งสงสาร แต่ไม่มีใครเอ่ยอะไรตอกย้ำ โลกิยื่นเชือกผูกม้าให้แก่โอดินทำนองยกให้ ลูกม้าตัวนี้ได้ชื่อว่า เสลียบเนอร์-Sleipnir มันกลายเป็นม้าประจำตัวของโอดินที่เร็วที่สุดในเก้าโลก ตั้งแต่นั้นมาสวรรค์ของแอสการ์ดก็สมบูรณ์และปลอดภัยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

บทที่4 โอดิน ราชาแห่งเทพ


โอดินดำรงฐานะจอมเทพ (เทพแห่งเทพ) สูงที่สุดในบรรดาเทพชาวเหนือทั้งหลาย แต่ชีวิตของพระองค์ไม่ได้สบายเหมือนกับตำแหน่ง กลับมีแต่ความรันทดมาตลอด สิ่งเดียวที่ช่วยพระองค์ไว้ตลอดเวลาก็คือความแข็งแกร่ง ความแข็งแกร่งของชายชาตินักรบที่ถึงแม้จะรู้จุดจบของตัวเองและพวกพ้อง ก็ไม่เคยแสดงความอ่อนแอหรือเขลาขลาดใดๆ ออกมา


ความแข็งแกร่งของจิตใจนี่ละค่ะที่เป็นจุดเด่นของโอดิน ทำให้ผู้คนทางยุโรปภาคกลางซึ่งก็คือคนเชื้อชาติเยอรมันแผ่ตัวลงไปยอมรับนับถือเป็นที่ยิ่ง แต่เรียกชื่อโอดินเพี้ยนไปจากเดิมบ้าง เช่นว่า โวทัน-Wotan หรือ โวเดน-Woden เทพพิทักษ์นักรบเป็นที่มาของชื่อวันพุธ-Wednesday ในภาษาฝรั่งนั่นแหละเจ้าค่ะ


อย่างที่เล่าไว้แต่ต้นว่า โอดินเป็นลูกของบอร์ เทพเริ่มแรกของโลก และบรรดาเทพอื่นๆที่อยู่บนแอสการ์ดต่างก็เป็นลูกหลานของเทพองค์ซะเกือบทั้งสิ้น รูปร่างของโอดินในความนึกคิดของชาวเหนือส่วนใหญ่จึงเป็นชายชราสวมหมวกปีกกว้างซ่อนใบหน้าไว้ในเงามืด นั่งอยู่บนบัลลังก์ฮลิดสเกียบ-Hlidskialf ซึ่งทำให้สามารถสอดส่องความเป็นไปต่างๆ ในโลกทั้งเก้าได้ โดยมีฟริกก้าFrigga เมียคนที่สองแต่รักที่สุด นั่งเคียงข้างบนบัลลังก์องค์นี้ได้เพียงคนเดียว


อันที่จริงโอดินมีเมียหลายคนค่ะท่านผู้อ่านมีทั้งเทพด้วยกันและยักษีประเภทต่างๆ (ตามความนิยมในสมัยนั้น)ทว่าพวกที่ได้รับการยกย่องมีอยู่ไม่เท่าไหร่ คนแรกคือจอร์ดJord หรือเออดา Erda เป็นลูกของภาวะหมุนวนสับสนรอบๆ กินนันกาแก๊บกับยักษีตนหนึ่งไม่ปรากฏนาม (เป็นลักษณะการสืบพันธุ์ที่ประหลาดสิ้นดี) โอดินมีลูกกับเมียผู้มีกำเนิดค่อนข้างประหลาดคนนี้หนึ่งนั่นคือธอร์Thor เทพแห่งสายฟ้าผู้ซึ่งแข็งแกร่งที่สุด เมียคนสามชื่อว่ารินด้าRinda คนนี้เป็นตัวแทนของความแห้งแล้ง ของแผ่นดินที่หนาวเหน็บในช่วงหน้าหนาว ตอนไหนที่เจ้าหล่อนไปอยู่กับสามี แผ่นดินที่เคยหนาวเหน็บจะอุ่นขึ้น (ก็เจ้าแม่แห่งความหนาวไม่อยู่เสียแล้วนี่) เป็นช่วงที่ตอนเหนือมีฤดูร้อนช่วงสั้นๆ ควมที่รินด้าเจ้าแม่แห่งความแห้งแล้งจากแผ่นดินถิ่นที่อยู่ของมนุษย์แค่ช่วงสั้นๆ ชาวเหนือเลยทึกทักให้หล่อนเป็นภรรยาที่มีนิสัยค่อนข้างรังเกียจสามีเอามากๆ เจ้าหล่อนถึงให้เวลาโอดินอยู่ด้วยเพียงปีละช่วงสั้นๆ เท่านั้น แต่กับรินด้าคนนี้ละค่ะ ที่โอดินก็มีลูกด้วย ชื่อว่าวาลีVali เป็นหนึ่งในบรรดาเทพไม่กี่องค์ที่เหลือรอดจากแร็คนาร็อกและเป็นคนสำคัญอีกคนหนึ่งเกี่ยวกับความตายของบาลเดอร์Balder เทพแห่งสัจจะและแสงสว่าง


นอกจากภาพที่ปรากฏกับบรรดาเมียเหล่านี้แล้ว โอดินจอมเทพยังมักแต่งกายด้วยเครื่องแบบนักรบเสมอๆ เทพจะถือหอกกังเนอร์Gungnir อาวุธประจำกาย ใส่แหวนดรอพเนอร์Draupnir (บางแห่งว่ามันเป็นกำไลแขน-แต่ไม่ว่าจะเป็นแหวงหรือกำไลแขน มันก็เป็นวงกลมซึ่งเป็นรูปทรงที่พลังของมันจะหมุนอยู่ตลอดไป ที่มาของหอกและแหวนอยู่ในบทของคนแคระครับแหวนหรือกำไลแขนดรอบเนอร์ที่ว่า มีลักษณะพิเศษตรงที่เกิดใหม่ทุก 7 วัน) มีอีกาชื่อฮิวกินHugin-ความคิด และมิวนินMunin-ความจำ เกาะบนไหล่ซ้ายขวาคอยกระซิบบอกข่าวใหม่ๆ ที่นายสั่งให้มันบินออกไปสังเกตเป็นพิเศษ นอกจากนกทั้งสองตัวนี่แล้ว เทพยังมีสัตว์เลี้ยงแสนรักเป็นหมาป่าอีกสองตัวชื่อ เกอรี่Geri และเฟรกีFreki ซึ่งมีอุปนิสัยคล้ายคลึงกับเขามาก นัยว่านิสัยของมันคือสัญชาตญาณการล่ามที่มีอยู่ในตัวมหาเทพเอง หมาป่าทั้งสองตัวมักจะคอยอยู่ข้างๆ นาย รับอาหารจำพวกเนื้อที่เขาเอามาวางไว้ตรงหน้าโอดิน ในเมื่อจอมเทพไม่กินเนื้อ สิ่งเดียวที่ทำให้เขายังชีพในสวรรค์ได้เป็นอย่างดีคือเหล้าน้ำผึ้ง อาหารซึ่งมีให้กินอย่างไม่อั้นในวัลฮัลลาValhalla โถงแห่งวิญญาณนักรบที่ได้รับเลือก หมาป่าทั้งสองก็เปรมไปละค่ะ อ่านดูแล้วก็น่าอิจฉานะเจ้าคะ


นอกจากโอดินจะได้การยกย่องว่าเป็นเทพแห่งนักรบแล้ว ท่านยังเป็นเทพแห่งปัญญาและภูมิรู้ด้วย และภูมิรู้ที่มากเกินบรรยายนั้นโอดินได้มาตั้งแต่ครั้งแรกสร้างโลกนั่นแหละ
ก็หลังจากที่โอดินกับน้องๆ ช่วยกันสร้างโลกจากร่างของอีเมอร์เสร็จแล้วนั่นแหละ เขาก็รี่ไปหาไมเมอร์ อารักษ์แห่งน้ำพุปัญญา ด้วยรู้ว่าน้ำที่นี่ หากใครได้ดื่มจะได้ความรู้สรรพวิชา รวมทั้งเห็นกาลในอนาคตอย่างชัดเจน ติดอยู่แต่ว่าไมเมอร์ย่อมไม่ให้คนที่ไม่มีเหตุผลพอจะได้ดื่ม ได้ลิ้มรสน้ำจากแหล่งนี้


โอดินถึงขนาดต้องอ้อนวอน อ้างว่าด้วยตำแหน่งราชาแห่งเทพ เขาจำเป็นต้องมีรอบรู้ไม่ว่าจะในศาสตร์ไหนเพื่อให้การปกครองของเขาราบรื่นที่สุด ไมเมอร์คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตกลงโดยมีข้อแลกเปลี่ยน เขาว่า หากโอดินต้องการความรู้มากจริงๆ จะต้องควักตาข้างหนึ่งออกมาแลกกับการดื่มน้ำครั้งเดียว แต่เพราะความกระหายในวิชาต่างๆ ทำให้โอดินไม่หยุดคิดอะไรต่อไป เขาควักตาข้างหนึ่งแลกกับน้ำซึ่งไมเมอร์ตักใส่จอกส่งให้ ไมเมอร์นำดวงตาข้างนั้นของโอดินทิ้งลงในบ่อแลกกับความรู้ที่แฝงไปกับน้ำ "ดวงตาของโอดิน"ดวงกลมๆ สีเหลืองนวลยังคงอยู่กับบ่อน้ำทุกบ่อ น้ำทุกแหล่งในคืนวันเพ็ญมาจนทุกวันนี้ (ก็คือเงาสะท้อนของดวงจันทร์ในน้ำนั่นแหละค่ะ ส่วนตาข้างที่เหลืออยู่ก็เลยกลายเป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ไปโดยปริยาย)


โอดินค่อยๆ ละเลียดน้ำวิเศษผ่านลำคอ ความรู้ของสรรพวิชาต่างๆ ที่เขากระหายอยากได้ก็ค่อยๆไหลเข้าสู่ร่าง ไม่ว่าจะเป็นความรู้เรื่องกวีนิพนธ์ ไสยเวทย์หรืออื่นใด จากนั้นเป็นต้นมาเทพองค์นี้จึงกลายเป็นเทพอุปถัมภ์ หมอดู กวีนิพนธ์และพ่อมดไปในทันที ทว่าสิ่งที่รวมมากับน้ำคือการเห็นอนาคตข้างหน้าที่เขาต้องการหนักหนากลับเป็นสิ่งที่เกินกว่าจะรับได้


เพราะนอกจากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของจักรวาลและทุกสิ่งทุกอย่าง เห็นความตายของลูกรัก ยังได้เห็นช่วงเวลาจบสิ้นของทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นคือช่วง แร็คนาร็อก-Ragnarok ซึ่งภาพทุกภาพชัดเจนกระหน่ำอยู่ในหัวโอดินแค่ช่วงเสี้ยววินาที ชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไปทำให้ใบหน้าซึ่งเคยสดใสร่าเริงของโอดินหมองลง บางครั้งการรู้อนาคตล่วงหน้าก็ไม่ได้นำมาซึ่งความสุขเสมอไป เขากลายเป็นคนเงียบขรึมตั้งแต่นั้น ไม่กินอาหาร ดื่มเฉพาะเหล้าน้ำผึ้ง เพื่อให้ความเมาสลายความทุกข์ลงไปบ้าง


ด้วยเหตุนี้อีกละค่ะที่ทำให้โอดินคิดจะเริ่มสะสมกำลังไว้ข้างหน้าอย่างน้อยก็ไม่ได้ตายอย่างเสียเกียรติเกินไป เทพจัดตั้งกองทัพวัลคิรีขึ้น นางคือนางฟ้าดำแห่งความตาย ทั้งๆ ที่รูปลักษณ์งดงาม ผิวขาว ผมทอง เป็นสาวพรหมจรรย์ซึ่งมีฐานะกึ่งเทพ วัลคีรีที่แท้จริงคือแรงเร้าแห่งการฆ่า พวกนางมีหน้าที่สองอย่างคือ สรรหาเลือกเฟ้นวิญญาณนักรบผู้กล้ากับคอยดูแลเลี้ยงดูเขาในวัลฮัลลา


เมื่อไรก็ตามที่เกิดการรบขึ้นในโลกมนุษย์ โอดินจะส่งวัลคิรี ไปรอดู นักรบคนใดที่สู้ตายชนิดยังมีความกระหายสงครามค้างอยู่ในดวงตาและมือเต็มไปด้วยเลือด วัลคิรีก็จะเลือกคนนั้นไปกับพวกหล่อนข้ามสะพานรุ้งน้ำแข็งขึ้นไปบนวัลฮัลลา วิญญาณนักรบพวกนี้เรียกกันว่าพวกเอนเฮเรียร์ค่ะ


โอดินมีพระราชวังใหญ่ๆ อยู่สามแห่งในแอสการ์ด คือแกลดเฮม-Gladsheim โถงที่ประชุมของเทพ วาลาสเคียฟ- Valaskialf ซึ่งฮลิดสเคียฟ-Hlidskialf ตั้งอยู่ และวัลฮัลลา-Valhalla พระราชวังซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกวิญญาณนักรบที่ได้รับเลือกขึ้นมา อันนี้ตั้งอยู่ในเกลเซอร์-Glasir กลางป่าวิเศษซึ่งใบไม้ในป่านี้เป็นที่ทองอมแดง


วัลฮัลลา คือพระราชวังที่มีขนาดมหัศจรรย์ เล่ากันว่ามีประตูเข้าออกถึง 540 แห่ง แต่ละแห่งกว้างพอที่จะให้นักรบตัวโตๆ แปดคนเดินเรียงแถวหน้ากระดานเข้าไปได้อย่างสบายๆ ที่นี่มีโต๊ะยาวเป็นจำนวนมากให้พวกเอนเฮเรียร์เขาประจำที่ คบไฟจุดไว้ตามผนัง แสงคบเพลิงสะท้อนใบหอกเป็นประกายวาววับอยู่ในแสงไฟ อาหารเตรียมพร้อมไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นหมูย่างเบียร์หรือเหล่าน้ำผึ้ง


ในเวลานี้ค่ะ วัลคีรีจะมีหน้าที่ๆ ดุเดือดน้อยลงเยอะ คือเจ้าหล่อนเหล่านั้นจะเป็นผู้นำอาหารมาเสิร์ฟให้นักรบ คอยดูแลไม่ให้จานอาหารของเขาพร่อง หรือเขาสัตว์ที่ใช้แทนด้วยดื่มน้ำจะมีเหล้าไม่เต็ม นมแพะที่นำมาให้นักรบดื่มมาจากเต้าของแพะเฮดรัน เนื้อที่ใช้เสิร์ฟบนวัลฮัลลาเป็นเนื้อที่มาจากหมูป่าของเทพตัวหนึ่งชื่อ แซริมเนอร์-Saehrim มันจะถูกพ่อครัว แอนด์ริมเนอร์-Andhrimnir เชือดทุกวัน พอการเลี้ยงเสร็จสิ้นลง หมูแซริมเนอร์ก็รวมตัวกันขึ้นใหม่ กลายเป็นหมูป่าสำหรับพ่อครัวเชือดวนเวียนไม่จบสิ้น ทำให้วัลฮัลลาไม่เคยขาดเนื้อในการเลี้ยงเลย


หลังจากที่กินอาหารเสร็จ นักรบเอนเฮเรียร์จะพากันจับอาวุธออกไปที่ลานรอบวัง ฝึกปรือการต่อสู้ หรือส่วนใหญ่ต่อสู้กันจริงให้ตาย (หลอกๆ เพราะถึงแก่ความตายจากบนโลกมาทีหนึ่งแล้ว) รอจนกระทั่งเสียงเป่าเขาเรียกกินอาหารเย็น จึงเข้าร่วมโต๊ะกันอีกหน โดยมีโอดินนั่งเป็นประธานที่สุดห้องโถง พระองค์จะนั่งดูนักรบเหล่านั้นสนทนาพูดคุยกันอย่างมีความสุข หวังเพียงแต่สักวันหนึ่งเมื่อถึงเวลานักรบพวกนี้จะสามัคคีร่วมมือในศึกครั้งสุดท้ายอย่างดีที่สุด


อย่างนี้คงไม่ต้องบอกหรอกนะคะว่าโอดินจะชอบพระราชวังไหนมากที่สุด ใช่แล้วละ วัลฮัลลานั่นแหละ นับตั้งแต่ที่พระองค์ได้เห็นภาพอนาคตโอดินก็ตกอยู่ในความขมขื่น พระองค์มักจะสิงอยู่ในวัลฮัลลาครั้งละนานๆ ดื่มเหล้าพลางมองพวกนักรบซ้อมๆ กันไปพลาง วัลฮัลลากลายเป็นสวรรค์แสนสุขของนักรบ คนมีฝีมือในการรบทุกคนในสมัยนั้นฝันถึงวัลฮัลลา ทำให้ผู้ชายจากมิดการ์ดมีศรัทธาต่อการได้ขึ้นสวรรค์แบบนี้มาก สงครามจึงกลายเป็นความกล้าหาญ เป็นสิ่งที่ควรทำและทำอย่างดุเดือดโหด ในวัยหนุ่ม เพราะการตายด้วยวัยชราที่ปราศจากคมหอกคมดาบ เป็นการตายที่น่าอายที่สุด (การขึ้นสวรรค์วัลฮัลลานี่ ภายหลังเชื่อว่ามีทางลัดด้วย คือการผูกคอตายค่ะ อันนี้เขาคงเอาไปปนกับความเชื่อตอนที่โอดินแขวนคอตัวเองบนต้นอิกดราซิล แต่ผลจะได้ขึ้นสวรรค์หรือเปล่าไม่รับรอง)


เล่ากันว่าพวกที่โอดินชอบที่สุดเห็นจะเป็นวิญญาณนักรบที่มีสมญานามว่า เบอร์เซอร์คBerserk มาจากพวกที่สวมเสื้อหนังหมี-Bearskin แทนเกราะ (เหตุที่เขาใส่เพียงหนังหมีเพราะเชื่อว่าโอดินเทพเจ้าของเขาจะเป็นโล่ป้องกันอยู่แล้ว) นักรบพวกนี้จึงเป็นพวกที่กล้าหาญที่สุด ร้ายกาจที่สุด จะฆ่าศัตรูไม่ว่าหน้าไหนไม่เว้นกระทั่งศัตรูนั้นจะเป็นญาติพี่น้องของตนเอง ดูๆไปก็โหดเหมือนกันนะเจ้าคะ


เรื่องเล่าของโอดินนี่คงจบไม่ได้นะคะถ้าหากขาดสิ่งที่เชื่อว่าเขาประดิษฐ์ไว้ให้มนุษย์ นั่นคืออักษรรูนค่ะ เนื่องด้วยโอดินตระหนักในค่าแห่งความรู้ที่เขาได้มาว่ายากเย็นและเจ็บปวดเพียงใด เขาเลยแขวนคอตัวเองกับกิ่งอิกดราซิลอยู่เก้าวันเก้าคืน จ้องมองไปยังแผ่นดินมันมืดมิดของนิฟล์เฮม พิจารณาความรู้อันกว้างไกลของพระองค์ คิดหาทางจะให้เทพและมนุษย์อื่นเข้าถึงได้บ้าง


ความทรมานที่ได้รับระหว่างเก้าวันเก้าคืน บวกกับการเพ่งพิจารณาอย่างละเอียด วินาทีที่โอดินพบความลับบางอย่างของความตายร่างกายของพระองค์ก็ทนไม่ไหว หยุดทำงานไปดื้อๆ(ก็ตายนั่นละค่ะ)ทว่าความลับของความตายที่โอดินได้พบมาหยกๆ ยังคงค้างอยู่ในสมอง เมื่อผนวกกับแรงปรารถนายิ่งใหญ่ แล้วมันก็มากพอที่จะผลักดันตัวเองให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง


ความรู้นี่ละค่ะที่ทำให้โอดินประดิษฐ์อักษรรูนขึ้น ความที่มันเกิดจากความตาย อักษรรูนจึงกลายเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ ใช้กับการเสกคาถา ร่ายคำสาปในวิชาไสยเวทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้กับการจารลงบนอาวุธเพื่อให้ไม่พลาดเป้า

เอาไปแค่นี้ก่อนนะเจ้าคะ ไม่ไหว ตาลายหมด- - คราวหน้าจะเอามาเพิ่มให้นะเจ้าคะ


edit @ 2006/10/07 11:37:04